อาหารสายยาง ดูแลสายให้อาหารอย่างไร?

news

อาหารสายยาง ดูแลสายให้อาหารอย่างไร? ตามปกติคนเราสามารถรับประทานอาหารได้เองทางปาก ไม่ต้องมีญาติหรือผู้อื่นมาช่วยเหลือในการรับประทานอาหาร แต่ทว่าในบางราย บุคคลที่ไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากหรือได้รับอาหารทางปากไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายด้วยสาเหตุจากมีปัญหาจากการกลืนอาหาร หรือจากความเจ็บป่วยใดๆก็ตามเช่น เจ็บในช่องปากและช่องคอมากจากช่องปากและช่องคออักเสบ

จึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับอาหารและน้ำอย่างเพียงพอโดยผ่านทางสาย/ท่อให้อาหารที่ผ่านจากช่องจมูกข้างใดข้างหนึ่ง (ซ้ายหรือขวาก็ได้) เข้าสู่ช่องคอจนเข้าสู่กระเพาะอาหารที่เรียกว่า “สายให้อาหาร (Nasogastric feeding tube; NG tube)” ซึ่งเรียกการให้อาหารผ่านสายให้อาหารนี้ว่า “Nasogastric tube feeding หรือ NG tube feeding” ทั้งนี้เพื่อทดแทนการได้รับอาหารจากทางปาก ซึ่งการให้อาหารผ่านสายให้อาหารจะช่วยให้ร่างกายได้รับอาหารและน้ำอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันจึงช่วยคงสมดุลของการทำงานของร่างกายของเรา

การให้อาหารผ่านทางสายให้อาหารต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นในการดูแลขณะผู้ป่วยได้รับอาหารในแต่ละครั้ง ในบทความนี้จึงขอนำเสนอการดูแลการให้อาหารทางสายให้อาหารซึ่งญาติหรือผู้ดูแลสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดูแลบุคคลที่ต้องให้อาหารทางสายให้อาหารได้อย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) จากการให้อาหารด้วยวิธีการนี้อันจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีจากการได้รับอาหารทางสายให้อาหาร

การดูแลสายให้อาหารที่สำคัญคือ

1. การดูแลสายให้อาหาร: หากพบว่าพลาสเตอร์ที่ปิดตรึงสายฯบริเวณสันจมูก (ตำแหน่งที่สอดใส่สายฯเข้าในช่องจมูกเพื่อให้สายฯอยู่กับที่เพื่อป้องกันการเลื่อนหลุด) สกปรก ควรใช้สำลีสะอาดชุบแอลกอฮอล์ 70% เช็ดทำความสะอาด และจะช่วยให้พลาสเตอร์ลอกออกได้ง่ายแล้วจึงเปลี่ยนพลาสเตอร์อันใหม่

ส่วนสายฯในส่วนที่อยู่นอกช่องจมูก ควรทำความสะอาดด้วยผ้านุ่มๆชุบน้ำเปล่าสะอาด หลังจากนั้นจึงเช็ดสายฯให้แห้ง

2. การเปลี่ยนสายให้อาหาร: ตามปกติสายให้อาหารที่ใช้กับผู้ป่วยมักจะใช้ได้นานประมาณ 1 เดือนหรือน้อยกว่านั้น เมื่อเห็นว่าสายฯขุ่นสกปรก หรือมีอาหารอุดตันทำให้อาหารไม่สามารถไหล ลงไปได้ หรือสายให้อาหารรั่ว (สังเกตจากมีน้ำหรือเศษอาหารซึมออกมาในช่วงให้อาหาร/ให้ยา) จำเป็นต้องเปลี่ยนสายให้อาหารใหม่เสมอไม่ต้องรอจนถึง 1 เดือน

กรณีผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล พยาบาลจะเป็นผู้เปลี่ยนสายฯใหม่ให้ผู้ป่วย แต่หากผู้ป่วยอยู่ที่บ้าน ญาติหรือผู้ดูแลที่ได้รับการสอนหรือการแนะนำอย่างดีจากพยาบาลจนมีความรู้มีความพร้อม และมั่นใจว่าจะใส่สายฯได้เองอย่างถูกต้องและปลอดภัยต่อผู้ป่วย ก็สามารถเปลี่ยนถอดและใส่สายฯใหม่ให้ผู้ป่วยได้ ทั้งนี้ญาติ/ผู้ดูแลต้องรู้จักการวัดตำแหน่งความลึกของสายฯที่จะใส่ การทดสอบสายฯให้อยู่ในตำแหน่งกระเพาะอาหารด้วยการดูดน้ำย่อย หรือใช้ลมดันเข้าไปในสายฯประมาณ 10 – 15 มิลลิลิตรและใช้หูฟังบริเวณกระเพาะอาหารทางด้านซ้ายของช่องท้องที่จะได้ยินเสียงลมผ่านสายฯ จึงมั่นใจได้ว่าสายให้อาหารอยู่ในกระเพาะอาหาร และใช้พลาสเตอรืปิดสายให้อาหารยึดตรึงกับสันจมูกเพื่อป้องกันสายฯเลื่อนหลุด

อย่างไรก็ตามถ้าญาติหรือผู้ดูแลไม่มั่นใจในการจะเปลี่ยนสายให้อาหารให้แก่ผู้ป่วย สามารถ นำผู้ป่วยมาโรงพยาบาลหรือมาสถานีอนามัยใกล้บ้านเพื่อให้พยาบาลช่วยเปลี่ยนสายฯให้ใหม่