ที่ปรึกษาระบบบำบัดน้ำเสีย การออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย ที่ดี สามารถลดต้นทุนได้จริงหรือ

news

ที่ปรึกษาระบบบำบัดน้ำเสีย การออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย ที่ดี สามารถลดต้นทุนได้จริงหรือ การ ออกแบบระบบบำบัดน้ำเสียทีดี หมายถึงการ ออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย ที่เหมาะสมกับ ปริมาณน้ำเสีย ที่เกิดจาก กระบวนการผลิต ของท่าน

มีการเลือกใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ในการ บำบัดน้ำเสีย ที่มีคุณภาพ มีการเลือกออกแบบและใช้ ระบบบำบัดน้ำเสีย ที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิตและ ชนิดของน้ำเสีย ของกิจการของท่าน การออกแบบที่ดีจะไม่ใช้ เครื่องจักร มากเกินความจำเป็น และ ไม่ติดตั้งเครื่องจักรน้อยเกินไป จนทำให้เครื่องจักรทำงานหนักและเกิดการเสื่อมประสิทธิภาพก่อนเวลาอันสมควร ในปัจจุบันหลายๆองค์กร กำลังเจอ ปัญหาเรื่องระบบบำบัดน้ำเสีย ที่ ออกแบบมาผิดพลาด หรือไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งสาเหตุหลักๆเกิดจากการเลือก บริษัทรับออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย ที่ไม่ได้รับการรับรองคุณภาพ โดยบริษัทเหล่านี้จะเลือกวัสดุอุปกรณ์และทำการ ออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย โดยใช้ งบประมาณ น้อยที่สุด โดยไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้องและ หลักการ ในการ บำบัดน้ำเสีย ที่สอดคล้องกับลักษณะของ กระบวนารผลิต ของท่านในระยะยาว ดังนั้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ สามารถส่งผลให้ ระบบบำบัดน้ำเสีย ของท่านเกิดปัญหากับเครื่องจักรและอาจส่งผลถึงการทำให้ ระบบบำบัดน้ำเสีย ของท่านล่มและต้องเสียเงินค่าปรับอีกด้วย ดังนั้น หากท่านมองในระยะยาว การเลือกที่จะลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อจัดซื้อจัดจ้างบริษัทที่มีประสบการณ์ มีการรับรองคุณภาพในการทำงานใน การออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย แล้ว ปัญหาต่างๆเหล่านี้ก็จะหมดไป อีกทั้งยังสามารถลดต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย สุดท้ายนี้ผมอยากจะฝากท่านผู้ประกอบการทุกท่านว่า การเลือก Supplier มาให้บริการนั้น อย่าดูที่ราคาถูกที่สุดแต่ให้ดูที่คุณภาพของงานเป็นหลัก เพราะถ้างานมีคุณภาพแล้ว ย่อมสามารถส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตของระบบของท่านมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจลงทุนในการทำ ระบบบำบัดน้ำเสีย ควรเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ มีคุณภาพ มากกว่าบริษัทที่เสนอราคาถูกที่สุด

วิธีการทางกายภาพ กระบวนการทั่วไปที่ใช้ บำบัดน้ำเสีย ที่เรียกแบบเป็นทางการว่าน้ำเสียชุมชน หรือน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมก็ใช้หลักการเดียวกันคือ การแยกสิ่งปนเปื้อนออกจากน้ำ การแยกนั้นทำได้หลายวิธีตามธรรมชาติของสิ่งปนเปื้อน ส่วนจะเลือกวิธีใดก็ต้องพิจารณาต้นทุนการบำบัดไม่ให้สูงเกินความจำเป็น

กระบวนการทั่วไปที่ใช้บำบัดน้ำเสียมีดังนี้

1. วิธีการทางกายภาพ เป็นการใช้กระบวนการเชิงกลในการแยกสิ่งปนเปื้อนมีขนาดใหญ่และไม่ละลายน้ำออกจากน้ำ เช่น

การกรอง เป็นวิธีการง่ายๆ ใช้ตะแกรงหรือแผ่นกรอง กรองน้ำเสียเพื่อแยกขยะชิ้นใหญ่ไปกำจัดด้วยวิธีอื่นต่อไป

การตกตะกอน น้ำที่มีสิ่งปนเปื้อนขนาดเล็กกรองออกยากและหนักกว่าน้ำมาก เช่น กรวด ทราย การออกแบบให้มีแผ่นกั้นหรือทำทางน้ำไหลให้วกวน ดังภาพที่ 4 เพื่อเพิ่มระยะทางการไหลและทำให้น้ำไหลช้าลงก็จะช่วยให้สิ่งเจือปนตกตะกอน แยกออกจากน้ำได้ง่าย

การดูดซับ ด้วยตัวดูดซับที่เหมาะสม เช่น เรซิน ถ่านกัมมันต์ ก็เป็นวิธีการที่นำมาใช้ในกรณีที่สิ่งปนเปื้อนละลายน้ำ ไม่สามารถกรองด้วยตะแกรงได้และทำให้ตกตะกอนยากแต่กฎหมายกำหนดให้บำบัดเพราะเป็นพิษ เช่น สารเคมีที่ละลายอยู่ในน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม

น้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดด้วยวิธีการทางกายภาพหากเหลือความสกปรกน้อยกว่าที่กำหนดในกฎหมายก็ทิ้งลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะได้เลย แต่ถ้ายังสกปรกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็ต้องนำไปบำบัดด้วยวิธีอื่นต่อไป

2. วิธีทางเคมี น้ำเสียที่มีสารเคมีละลายอยู่ และไม่สามารถบำบัดด้วยวิธีทางกายภาพก็อาจเติมสารเคมีที่เหมาะสม เพื่อเปลี่ยนรูปเป็นเกลือที่มีความเป็นพิษน้อยลง หรือทำให้ตกตะกอนแยกออกจากน้ำได้ง่ายขึ้น วิธีนี้สิ้นเปลืองเพราะต้องซื้อสารเคมีเพิ่มไปเรื่อยๆ

3. วิธีการทางชีววิทยา เป็นวิธีการที่เลียนแบบกระบวนการทางธรรมชาติที่สิ่งมีชีวิตดูดซับเอาสารอาหารจากธรรมชาติมาใช้ในการดำรงชีวิต โดยปรับสภาวะแวดล้อมให้สิ่งมีชีวิตในน้ำทิ้งเจริญอย่างรวดเร็ว สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็จะดูดซับเอาสิ่งปนเปื้อนในน้ำไปใช้เร็วขึ้น ทำให้น้ำสะอาดจนสามารถทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้โดยไม่ทำให้แหล่งน้ำที่รับน้ำทิ้งเน่าเสีย เนื่องจากสิ่งมีชีวิตในน้ำมีหลายรูปแบบทำให้สามารถเลือกมาใช้ให้เหมาะสมกับน้ำทิ้งแต่ละประเภทที่สกปรกไม่เท่ากัน โดยทั่วไปสิ่งมีชีวิตที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสียมีสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ พืช และจุลินทรีย์

การใช้พืชบำบัดน้ำเสีย จัดเป็นรูปแบบหนึ่งของกระบวนการที่เรียกว่า Phytoremediation ซึ่ง Phytoremediation ครอบคลุมไปถึงการใช้พืชดูดซับสารพิษในดิน4 แต่ในกรณีนี้เป็นการทำพื้นที่ชุ่มน้ำ (wetland) โดยปลูกพืชที่ชอบพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น ธูปฤาษี กก พุทธรักษา เป็นต้น แล้วให้น้ำเสียไหลผ่าน พืชจะดูดซับสารปนเปื้อนจากน้ำรวมทั้งกรองตะกอนที่มีในน้ำ ทำให้น้ำสะอาดขึ้น ปัจจุบันมีแปลงสาธิตเพื่อแสดงการใช้พื้นที่ชุ่มน้ำบำบัดน้ำเสียที่โครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี

การใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปทั้งในการบำบัดน้ำเสียชุมชนและน้ำเสียอุตสาหกรรม เพราะเป็นวิธีที่บำบัดน้ำให้สะอาดได้เร็ว ควบคุมง่าย ต้นทุนไม่สูงนัก หลักการคือปรับสภาวะในถังบำบัดน้ำเสียให้เหมาะกับการเจริญของจุลินทรีย์ ทำให้จุลินทรีย์แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและดูดซับสารเข้าไปในเซลล์ น้ำจึงสะอาดขึ้น หลังจากนั้นแยกจุลินทรีย์ออกจากน้ำเพื่อให้น้ำสะอาด มีลักษณะสมบัติตามกฎหมายกำหนด เนื่องจากจุลินทรีย์มีทั้งแบบที่ใช้ออกซิเจนและแบบที่ไม่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจ ระบบบำบัดน้ำเสียด้วยจุลินทรีย์จึงมีทั้งแบบที่ต้องเติมอากาศ และแบบที่ไม่ต้องเติมอากาศ

แบบที่ต้องเติมอากาศ สามารถบำบัดน้ำเสียได้เร็วเหมาะกับที่ๆ มีน้ำเสียมากพอที่จะไหลเข้าสู่ระบบทั้งวัน เช่น โรงงานอุตสาหกรรมอาหารที่มีการผลิตต่อเนื่องตลอดวัน หรือแม้กระทั่งชุมชนขนาดใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ ซึ่งมีน้ำเสียที่ต้องบำบัดถึงวันละกว่า 703,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน3 แต่การเติมอากาศ ทำให้ต้องเสียค่าไฟฟ้าและทำให้มีตะกอนจุลินทรีย์เกิดขึ้นมาก จึงต้องมีกระบวนการกำจัดตะกอนจุลินทรีย์ต่อไปอีก ต้นทุนการบำบัดจึงค่อนข้างสูง

แบบที่ไม่เติมอากาศ บำบัดน้ำเสียได้ช้ากว่าแบบเติมอากาศ จุลินทรีย์แบบนี้ต้องการสารอาหารมากจึงเหมาะกับน้ำเสียที่มีสารปนเปื้อนเข้มข้น เช่น โรงงานอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง อุตสาหกรรมแป้งและน้ำตาลเป็นต้น เมแทบอลิซึมของจุลินทรีย์แบบนี้เป็นการหมัก (fermentation) เป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกิดแก๊สมีเทนซึ่งสามารถเก็บรวบรวมเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ (ภาพที่ 6) ในต่างประเทศมีการนำแก๊สมีเทนไปใช้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า ข้อด้อยของการบำบัดน้ำ
เสียแบบนี้คือน้ำที่ผ่านการบำบัดยังคงมีความสกปรกเหลืออยู่มาก ต้องนำไปบำบัดแบบเติมอากาศอีกครั้งจึงจะสะอาดพอที่จะทิ้งลงแหล่งน้ำสาธารณะได้

ปัจจุบันประชากรโลกมีมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเพาะปลูกธัญพืชเพื่อใช้เป็นอาหาร เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด รวมทั้งต้องเพาะปลูกพืชเพื่อใช้เป็นพลังงาน เช่น ปาล์ม สบู่ดำ ให้มากขึ้น ความต้องการใช้น้ำในการเกษตรจึงสูงขึ้นไปด้วย ในภาวะแห้งแล้งที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน การนำน้ำที่บำบัดสะอาดดีแล้วมาใช้ในการเกษตรจะช่วยให้เราใช้น้ำได้คุ้มค่ากับการลงทุนบำบัดน้ำ และยังเป็นการช่วยลดปัญหาการแย่งชิงน้ำระหว่างการอุปโภคและการเกษตรไปพร้อมกันด้วย